บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

ทำไม..เสียงเพลงจึงมีอิทธิพลต่อต้นไม้...

 

ทำไม..เสียงเพลงจึงมีอิทธิพลต่อต้นไม้...

ปัจจุบันนี้...  ความรู้ที่ว่า การเปิดเพลงให้ต้นไม้ฟัง จะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตดีนั้น เป็นเรื่องความรู้โดยทั่วไปแล้ว คือ ไม่มีใครมาสงสัยแล้วว่า "เป็นจริงหรือไม่"  

ผมขอยกตัวอย่างผลงานของหนังสือ "The Sound of Music and Plant ( เสียงดนตรีและพืช)" ของ โดโรธี   รีแทลเแลค เพื่อเป็นตัวอย่างก่อนที่จะเสนอประเด็นต่อไป ดังนี้

*-------*
ในปี พ.ศ.  2516  โดโรธี   รีแทลเแลค ได้พิมพ์หนังสือชื่อ  The Sound of Music and Plant ( เสียงดนตรีและพืช) โดยเล่ารายละเอียดในการทดลองของเธอซึ่งทำที่วิทยาลัย  Woman’s College  ในเดนเวอร์ให้ฟังว่า   

เธอได้นำพืชไปไว้ในห้องทำการทดลอง   โดยวางพืชแยกไว้ในห้องต่างๆ กัน ซึ่งทุกห้องมีลำโพงสำหรับให้เธอปล่อยเสียงเข้าไปได้   ต้นไม้ในแต่ละห้องจะได้เสียงเพลงต่างกัน  

เธอเฝ้าดูการทดลองและจดบันทึกความเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน   โดโรธีได้พบผลการทดลองอันน่าทึ่งดังนี้ 

การทดลองที่หนึ่ง........
เธอเปิดเพลงที่มีจังหวะคงที่ให้ต้นไม้ในห้องทดลองทั้งสามฟัง   ห้องแรกเธอเปิดเพลงให้ฟังติดต่อกัน  8  ชั่วโมง   ห้องที่สองเปิดให้ฟัง  3  ชั่วโมง   ห้องที่สามไม่เปิดเสียงใดๆเลย 

ผลการทดลองปรากฏว่า.......   ต้นไม้ทุกต้นที่อยู่กับเพลงนานติดต่อกัน 8 ชั่วโมง โทรมและตายภายใน  14  วัน   

ส่วนต้นไม้ทุกต้นที่อยู่กับเพลงเพียงวันละ  3  ชั่วโมง   เจริญเติบโตสมบูรณ์ดี   ยิ่งกว่าต้นไม้ที่ไม่ได้รับเสียงอะไรเลย   

จากการทดลองของคุณโดโรธีทำให้ทราบว่า....  เสียงมีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะคนหรือพืช หรือแม้แต่สัตว์
*-------*

จากผลการทดลองดังกล่าว......

มีปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนักวิจัยไม่ยอมเอ่ยถึงคือ "ทำไม จึงเป็นเช่นนั้น"   

กล่าวคือ นักวิทยาศาสตร์ "รู้" ว่า ดนตรีมีอิทธิพลต่อต้นไม้  แต่ไม่รู้ "ทำไม" จึงเป็นเช่นนั้น  

ตามสำนวนของไอน์สไตน์ก็คือ ใครๆ ก็ "รู้" ได้ สำคัญที่ว่า "เข้าใจ" หรือเปล่า 

ในทางวิชาธรรมกายมีคำอธิบายดังนี้........

ในทุกๆ อะตอมจะมี "เห็น จำ คิด รู้" ประกอบอยู่ด้วย  เช่นเดียวกับ อิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน  
การที่มีเห็น จำ คิด รู้อยู่ด้วย  ต้นไม้จึงรับอิทธิพลจากเสียงดนตรีได้ เช่นเดียวกับมนุษย์  แต่เมื่อมี เห็น จำ คิด รู้น้อยกว่า ก็จึงรับได้น้อยกว่า 

หิน ดิน น้ำ ของธรรมชาติทุกประการที่ประกอบด้วยอะตอม ก็จะมีเห็น จำ คิด รู้อยู่ด้วยกันทั้งหมด จะมากหรือน้อยต่างกันเท่านั้น

เท่าที่มีความรู้มา ของที่ไหลได้ เช่น น้ำ จะมี เห็น จำ คิด รู้มากกว่า หิน

ตรงนี้ ขอให้เปรียบเทียบองค์ความรู้ของวิชาธรรมกายกับสายปฏิบัติธรรมอื่น รวมถึง นักปริยัติ นักวิชาการทั้งหลายด้วย 

ถามว่า... เปรียบเทียบไปทำไม?

มีนักปรัชญามองว่า.... สายปฏิบัติธรรมต่างๆ นั้น เหมือน "เครื่องมือ" ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพาน  
ผมฟังใหม่ๆ ผมก็ว่า "มันแปลกๆ"  แต่จะว่าไป มันก็แนวคิดที่ดีเหมือนกัน สามารถอธิบาอะไรบ้างอย่างได้

เมื่อมองว่า "สายปฏิบัติธรรมเป็นเครื่องมือในการทำให้บรรลุมรรคผลนิพพาน" เราก็มาดูกันว่า "สายปฏิบัติธรรมใดมีระสิทธิภาพสูง

จะเห็นว่า....

วิชาธรรมกายมีอำนาจในการอธิบายสูงมาก.... ยกตัวอย่างเช่น...

[1]..  ผีเข้า ทางเจ้าเข้าผี ผีอำ เราก็รู้ว่า "ผี" มันอย่างไร เราจะป้องกันอย่างไร
[2]..  มีคนเห็นว่า "ใครไม่มีหัว" หรือ "หัวไม่มี"  เราก็รู้ และช่วยได้ ช่วยมาได้หลายคนแล้ว
[3]..  สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือจักรพรรดินั้น ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร ทำไม จึงศักดิ์สิทธิ์ เราก็อธิบายได้
[4]..  คนเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ในทางกายนั้น แพทย์แผนปัจจุบันอธิบายได้ แต่ในทาง "ใจ" แพทย์แผนปัจจุบันอธิบายไม่ได้ แต่วิชาธรรมกายอธิบายได้

อยากจะเรียนวิชาธรรมกาย ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงระดับสูง ก็ขอให้มาเรียนวิชาธรรมกายกับเรา

ท่านจะได้รับความรู้ที่ละเอียด ลึกซึ้ง ที่ไม่มีใครอธิบายได้ดีอย่างนี้อีกแล้ว.....

ตรงนี้ ขอย้ำว่า..... ที่ยังมีชีวิตกันอยู่.... ที่ตายไปแล้ว หรือมรณภาพไปแล้ว ไม่ได้นับด้วย

-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/

ต้นไม้เต้นระบำได้



ผมไปอ่านพบข่าวต้นไม้เต้นระบำได้ ก็เลยตามไปหาความรู้ดู  ปรากฏว่า เป็นจริงเสียด้วย  ขอให้ดูวิดิโอด้านบนให้จบด้วย  เวลาไม่นานประมาณ 1 นาที 27 วินาที

วิดิโอที่นำมาให้ดูด้านบนนั้น เป็นของ Odd Science ต้นไม้นั้นชื่อ The Telegraph Plant

คนที่สนใจมากๆ ก็ลองใช้คำ The Telegraph Plant จะเห็นว่า มีคนลองเล่นกับต้นไม้ชนิดนี้ และเคลื่อนไหวได้เมื่อได้ยินเสียงเพลงจริง

จะว่าไป ผมก็รู้เรื่องนี้เหมือนกัน แปลกใจและน่าสนใจดี ก่อนหน้านี้รู้จักแต่ “ต้นดิกเดียม” ที่จังหวะน่าน 

ต้นดิกเดียม” นี่ เหมือนคนขี้จั๊กกะจี้  ใครไปลูบๆ คลำๆ มันก็จะสะดีดสะดิ้งได้

อย่างไรก็ดี  อ่านไปอ่านมา ผมก็พบว่า ประเทศไทยก็มีต้นไม้เต้นระบำได้  ข้อมูลได้มาจากหน้าเว็บ “สาวน้อยเริงระบำ”  ของเว็บไทยโพสต์

สาวน้อยเริงระบำเป็นสมุนไพรกลุ่มว่านประเภทหนึ่ง สาวน้อยหรือช้อยนางรำเริงระบำ แม้จะจัดว่าเป็นว่าน แต่กลับไม่ใช่พืชลงหัวอย่างว่านทั้งหลาย เป็นพืชในตระกูลเดียวกันกับถั่ว คือวงศ์ LEGUMINOSAE

ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Codariocalyx motorius Ohashi ชื่อเรียกอื่นๆ ได้แก่ ค่อยช้างรำ ช้อยช่างรำ นางรำ ว่านมีดพับ เคยแมะคว้า แพงแดง Telegraph plant

เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก สูงประมาณ 90 เซนติเมตร ส่วนผิวของลำต้นนั้นจะเป็นสีไม้แห้ง ใบ มีลักษณะแยกเป็นใบย่อย 3 ใบ รูปไข่หรือรูปไข่แกมใบหอก ปลายใบมน ด้านบนมัน ด้านล่างมีขนละเอียด มีสีเขียว ยาวประมาณ 2-7 เซนติเมตร กว้าง 1-3 เซนติเมตร

บริเวณที่กระดิกได้ คือ ตรงโคนใบ ดอก จะเป็นดอกเล็กๆ คล้ายดอกถั่วแปบ แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก มีสีม่วงปนขาว (คล้ายสีของดอกผักตบ) ฝักมีลักษณะแบนๆ

ความมหัศจรรย์ของสมุนไพรชนิดนี้อยู่ที่ เมื่อได้ยินเสียงดนตรี เสียงปรบมือ จะเกิดการเคลื่อนไหวไปตามจังหวะ ซึ่งต่างจากต้นไม้ที่โดนลมพัด

ซึ่งสันนิษฐานว่า คงเป็นเพราะต้นไม้นี้ มีปุ่มที่สามารถรับคลื่นเสียง และคลื่นเสียงคงไปกระทบต่อสารภายในต้นไม้ แล้วส่งผลให้หูใบกระดิกหรือเคลื่อนไหวได้ ในลักษณะเหมือนนางรำละคร จึงเป็นที่มาของชื่อ “สาวน้อยเริงระบำ”

ข้อมูลจากเว็บไทยโพสต์นี่ สันนิษฐานว่า ต้นช้อยนางรำมีปุ่มรับคลื่นเสียง คลื่นเสียงทำให้หูใบกระดิกได้ 

คำสันนิษฐานนี้ เข้าท่าดีเหมือนกัน คือ ไปสันนิษฐานให้คล้ายกับการทำงานของคน แต่มันไม่หลักวิชาการรองรับเลย  คือ เป็นการเดาเอาดื้อๆ

แต่ก็ถือว่า คนที่กล้าเดาอย่างนี้ มีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี เพราะ หลายๆ คน รับรู้เฉยๆ เท่านั้น ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยเสียด้วย

มีคนนำเรื่องดังกล่าวไปตั้งกระทู้เพื่อขอความคิดเห็นจากคนอื่นๆ กระทู้ชื่อ “ผมนี้งงเลย...ต้นไม้เต้นระบำได้

จากกระทู้ดังกล่าวได้ความคิดเห็นที่น่าสนใจ ดังนี้

ความคิดเห็นที่ 6

ผมคิดว่า เป็นกลไกการหุบใบเหมือนต้นไมยราพ ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นแบบทั่วๆ ไปครับ คือไม่ว่าจะถูกกระตุ้นจากสิ่งใด (แมลง มือคน แรงสั่นสะเทือน เสียง)

มันก็จะทำให้ motor cell ของมันถูกกระตุ้น และเกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นภายในโคนใบ

ทำให้แรงดันน้ำที่กระเปาะโคนใบเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ใบเต้นได้แบบนั้นครับ

ความคิดเห็นดังกล่าวนั้น มีคนมาแย้งในความคิดเห็นที่ 8 ดังนี้

ความคิดเห็นที่ 8

เรียนคุณผ้าติดตา ครับ

อันนี้ผมเองก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าต้นช้อยนางรำมันทำงานยังไงนะครับ เพราะว่า.. ต้นช้อยนางรำทำงานต่างจากไมยราพในแง่การรับการตอบสนองนะครับ

คือ จะบอกว่ามันไว (sensitive) ต่อการสั่นสะเทือนมากกว่าไมยราพก็ไม่ถูก เพราะต้นช้อยนางรำ เอามือแตะแล้วใบไม่ขยับ ไม่หุบ ไม่บิด ครับ!

เอาว่าสะเทือนแรงอย่างเขย่ากิ่ง ก้านใบมันก็จะไม่บิด ไม่กระดิก เลยครับ

ที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ การบิดใบไปมาได้นี้ น่าจะมีประโยชน์ในทางชีววิทยาสักอย่าง ต่อชีวิตในธรรมชาติของต้นไม้ต้นนี้

คือ ถึงแม้จะไม่มีเสียง ไม่มีลม แบบเอาครอบแก้วมาครอบต้นมันแล้วสังเกต

ใบมันก็ยังบิด สั่น เปลี่ยนทิศไปเรื่อยๆ อยู่ดี แต่เปลี่ยนช้ามากๆ ต้องนั่งจ้องมัน (ประมาณ 5-6 นาที จะเห็นมันขยับใบ)

พอมีเสียงปุ๊บ มันจะรีบบิดขยับใหญ่เลย เร็วจนเราสังเกตได้จะๆ แบบในคลิป


ความคิดเห็นที่ 9 นี่ถึงน่าสนใจ

ต้องแบบนี้สิ ถึงจะเป็นแท็ก [เรื่องลึกลับ] [วิทยาศาสตร์] ที่น่าสนใจ เพราะจนถึงตอนนี้ เราก็ยังไม่รู้เหตุผลอยู่ดีว่า มันขยับทำไม ขยับแล้วได้อะไร

ลักษณะนี้เกิดขึ้นและถูกเลือกในทางชีววิทยาได้อย่างไร

ที่ศรีลังกา ต้นไม้ต้นนี้ชื่ออย่างเท่เลย!  ต้น ปราณะชีวะ (ถอดเป็นคำไทยได้ ปราณชีพ ปราณชีวะ)
(แปลชื่อตรงๆ เลย เพราะมันขยับได้ นี่ล่ะ)

ที่ว่าน่าสนใจ เพราะ ผมคิดว่า ความรู้จากวิชาธรรมกายตอบได้ว่า “ทำไม ต้นช้อยนางรำถึงเต้นรำได้เมื่อได้ยินเสียงเพลง

ในทางวิทยาศาสตร์อะตอมยังเป็นสิ่งที่เล็กที่สุดอยู่ แต่ในอะตอมนั้น มีการศึกษาลึกลงไปอีกว่า ประกอบด้วยอะไรบ้าง 

เท่าที่รู้จักกันทั่วไปก็คือ “อนุภาค” ซึ่งจะมี “ปฏิอนุภาค”  “อนุภาค” กับ “ปฏิอนุภาค” ของอะตอมนี่ นักวิทยาศาสตร์เข้าสามารถแยกออกจากกันได้ 

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เข้าใจเลยก็คือ “อนุภาค” กับ “ปฏิอนุภาค” มันติดต่อกันได้ด้วยความเร็วเท่าแสงหรือเร็วกว่าแสงเสียด้วยซ้ำ (อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “เห็น จำ คิด รู้ –อนุภาคพื้นฐาน”)

ในทางวิชาธรรมกายนั้น  สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดก็คือ “เห็น-จำ-คิด-รู้” ถ้าอยู่ในกายมนุษย์ก็คือ “ใจ-จิต-วิญญาณ”

เห็น-จำ-คิด-รู้” มีอยู่ในสสารทุกชนิด คือ ในสิ่งที่ไม่มีชีวิตด้วย สิ่งที่แข็งจะมีน้อย สิ่งที่ไหลได้จะมีมากกว่า  อิฐ หิน ดิน ทราย น้ำ ฯลฯ ก็มี “เห็น-จำ-คิด-รู้” เป็นองค์ประกอบด้วยทั้งนั้น

“ต้นช้อยนางรำ”   คงมี “เห็น-จำ-คิด-รู้”  มากกว่าต้นไม้อื่นๆ และคงชอบเต้นรำด้วย  เมื่อได้ยินเสียงเพลง มันถึงเต้นรำกันอย่างนั้น

สำหรับคำถามที่ว่า “มันขยับทำไม ขยับแล้วได้อะไร”  คำตอบที่ผมคิดเองก็คือ “ธรรมชาติของต้นช้อยนางรำเป็นเช่นนั้น






พระมัมมี่เข้าสมาธิลึก



บทความนี้ ต้องการวิเคราะห์ข่าวในจากหนังสือพิมพ์ Matichon Online จากข่าว “ผู้เชี่ยวชาญมหายานชี้ "พระมองโกเลีย" ร่างมัมมี่ อาจยังไม่มรณภาพ แต่กำลังเข้าสมาธิลึก

เนื้อหาข่าวก็เป็น ดังนี้

ร่างของพระสงฆ์ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพมัมมี่ ด้วยท่านั่งขัดสมาธิเพชร ซึ่งถูกค้นพบทางตอนเหนือของประเทศมองโกเลีย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นซึ่งตกอยู่ความสนใจใคร่รู้ของผู้คนจำนวนมาก

กระบวนการชันสูตรร่างของพระสงฆ์รูปนี้ ที่ถูกห่อหุ้มด้วยหนังสัตว์ยังคงดำเนินไป

อย่างไรก็ตาม พระอาวุโสหลายรายต่างระบุว่า ภิกษุรูปนี้ยังไม่ได้มรณภาพ ทว่าท่านกำลังอยู่ในสภาวะของการทำสมาธิระดับลึก

นักวิทยาศาสตร์หลายคน ยังไม่แน่ใจว่า เหตุใด ร่างของพระภิกษุรายนี้จึงยังไม่เน่าเปื่อย โดยผู้เชี่ยวชาญบางส่วนสันนิษฐานว่า

อากาศหนาวเย็นของมองโกเลีย อาจเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ช่วยรักษาร่างกายของพระรูปดังกล่าวเอาไว้ จนมีสภาพสมบูรณ์

อย่างไรก็ดี ด็อกเตอร์แบร์รี่ เคอร์ซิน แพทย์ประจำตัวขององค์ดาไล ลามะ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะ ไซบีเรียน ไทม์ส ว่า พระรูปนี้อยู่ในสภาวะการเข้าสมาธิในระดับอันยากจะพบเจอ ซึ่งเรียกว่า "ทัคดัม"

"ถ้าผู้เข้าสมาธิสามารถเพ่งจิตอยู่ในการทำสมาธิขั้นนี้ได้ต่อไป เขาก็จะเข้าถึงสภาวะแห่งพุทธะ" ด็อกเตอร์เคอร์ซิน กล่าว

ร่างของพระภิกษุรูปนี้ ถูกค้นพบ หลังจากมีหัวขโมยรายหนึ่งนำร่างดังกล่าวไปขายในตลาดมืด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าจับกุมตีนแมวรายนั้น และนำร่างพระภิกษุไปเก็บรักษาที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพระภิกษุรูปนี้เป็นใคร แม้จะมีบางข้อสันนิษฐานที่ระบุว่า ท่านอาจเป็นอาจารย์ของลามะดาชิ-ดอร์โซ อิทิกิลอฟ ซึ่งศพของลามะรูปดังกล่าวก็ถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพมัมมี่เช่นกัน

เมื่อปี ค.ศ.1927 ลามะอิทิกิลอฟ ซึ่งขณะนั้น อาศัยอยู่ในเขตแดนที่เป็นประเทศสหภาพโซเวียต ได้แจ้งกับศิษยานุศิษย์ว่า

ท่านกำลังจะมรณภาพ และขอให้พวกเขาขุดร่างท่านขึ้นมาจากหลุมฝังศพ หลังเวลาผ่านพ้นไป 30 ปี

จากนั้น ลามะรูปดังกล่าวก็นั่งขัดสมาธิเพชร เพื่อเข้าสมาธิ ก่อนจะมรณภาพ อีก 3 ทศวรรษต่อมา

เมื่อมีผู้ขุดศพของท่านขึ้นมา พวกเขาก็พบว่าร่างกายของลามะยังอยู่ในสภาพไม่เน่าเปื่อย

แต่เนื่องจากหวาดกลัวการเข้ามาแทรกแซงของทางการโซเวียตลูกศิษย์ของลามะอิทิกิลอฟจึงฝังร่างของท่านเป็นครั้งที่สอง กระทั่งในปี ค.ศ.2002 จึงมีการขุดร่างของท่านขึ้นมาอีกครั้ง

ซึ่งคราวนี้ ร่างของท่านก็ยังอยู่สภาพสมบูรณ์เช่นเคย กระทั่งตกเป็นข่าวคราวในความสนใจของสาธารณชน

ส่งผลให้มีการนำร่างของลามะท่านนี้มายังวัดแห่งหนึ่งเพื่อเปิดให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าไปสักการบูชาความเป็นอมตะของท่าน

ต่อไป เรามาวิพากษ์วิจารณ์กัน ข้อความนี้

อย่างไรก็ตาม พระอาวุโสหลายรายต่างระบุว่า ภิกษุรูปนี้ยังไม่ได้มรณภาพ ทว่าท่านกำลังอยู่ในสภาวะของการทำสมาธิระดับลึก

เมื่อพิจารณาจากร่างกายแล้ว “มรณภาพ” ไปแล้วครับ

ถ้าถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่คนเราจะนั่งสมาธิอยู่แบบนี้ และมีอายุยืนยาวไปเป็นร้อยๆ ปี  คำตอบก็ได้ “เป็นไปได้

ในพระไตรปิฎกก็มีปรากฏไว้ คือ วิชาอิทธิบาท 4  แต่เป็นวิชาอิทธิบาท 4 ขึ้นสูงนะครับ ไม่ใช่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ทั่วๆ ไป อย่างที่เรารู้จัก

ในเมื่อการที่ภิกษุสามารถมีชีวิตยืนยาวไปได้ ถ้าทำวิชาอิทธิบาท 4 แล้วทำไมผมถึงฟันธงไปว่า พระมองโกเลียรูปนั้น มรณภาพไปแล้ว

คำตอบที่ได้มาจากวิชาธรรมกาย  กายของคนเรานั้น มี 18 กายหลัก  กายที่สำคัญที่สุดก็คือ กายเนื้อหรือกายหยาบนี่แหละ

ที่เราเกิดมาก็เพื่อต้องการให้มีกายเนื้อหรือกายหยาบนี้ขึ้น เพราะ กายเนื้อนี้เท่านั้นที่สร้างบารมีได้  กายอื่นๆ ไม่สามารถสร้างบารมีได้

ถ้ากายเนื้อของพระมองโกเลียรูปนั้นยังคงสภาพสมบูรณ์แบบคนทั่วๆ ไป  แสดงว่า ท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่นี่กายเนื้อของท่าน คงสภาพสมบูรณ์ในรูปแบบของมัมมี่ 

แสดงว่า ท่านมรณภาพแล้ว กายละเอียดท่านออกจากกายเนื้อไปแล้ว

ข้อความต่อไป

"ถ้าผู้เข้าสมาธิสามารถเพ่งจิตอยู่ในการทำสมาธิขั้นนี้ได้ต่อไป เขาก็จะเข้าถึงสภาวะแห่งพุทธะ" ด็อกเตอร์เคอร์ซิน กล่าว

ถ้าข้อความว่า “เข้าถึงสภาวะแห่งพุทธะ” ของด็อกเตอร์เคอร์ซินหมายถึงการบรรลุพระอรหันต์ ผมคิดว่า “ไม่น่าจะใช่

การบรรลุพระอรหันต์นั้น ไปพิจารณาจาก “ท่านั่งของการตาย” และจากการที่ “กายไม่เน่าเปื่อย” ไม่ได้

ผู้ที่ปฏิบัติธรรมมานานๆ  สามารถทำฌานได้  ตายไปแล้วมีโอกาสที่กายจะไม่เน่าเปื่อยเหมือนคนทั่วไปได้  ตัวอย่างพระในเมืองไทยก็มีมากมาย

อย่างไรก็ดี ร่างกายนั้น เดี๋ยวก็ผุสลาย เสื่อมพังไปแน่ๆ  แต่กระบวนการมันเกิดช้ากว่าคนอื่นเท่านั้นแหละ

ไม่มีความเป็นอมตะในลักษณะนี้






หมอยืนยันว่าตาย 2 ครั้ง แต่ก็ยังฟื้น



มีข่าวเรื่องตายแล้วฟื้น ซึ่งไม่มีใครหน้าไหนอธิบายได้เลยว่า ความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์นี้เป็นอย่างไร 

แต่ความรู้ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนไว้ สามารถอธิบายได้ อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง

ที่ต้องพูดว่า “อย่างน้อยในระดับหนึ่ง” เพราะ เราวิพากษ์วิจารณ์กันตามข่าว ไม่ได้ลงไปหาข่าวเจาะลึกแบบนักข่าวทั้งหลาย

ถ้าทำอย่างนั้น คือ ตามไปหายาย สัมภาษณ์ยาย แล้วก็เข้าวิชาธรรมกายไปถามกายละเอียดของยาย ก็สามารถรู้เรื่องโดยละเอียดได้

เนื้อหาข่าวด้านล่างนั้น นำมาจากเว็บ sanook.com หัวข้อข่าวก็คือ “สุดทึ่ง!! ฟังยายชาวสุรินทร์เล่าชีวิตตายแล้วฟื้น หมอให้ญาติห่อศพกลับ”  ข่าวนี้ มติชน TVhd ได้นำข่าวไปลง youtube ด้วย ดูวิดิโอด้านบน

เนื้อหาข่าวก็เป็น ดังนี้

ยายตายแล้วฟื้น

หลังมีการป่วยโรคหอบหืด หมดสติ แพทย์เร่งช่วยชีวิต ปั๊มหัวใจ จนซี่โครงหักสองซี่ แพทย์ลงความเห็นว่าไม่ฟื้น ก่อนนำผ้าขาวมาห่อศพให้ญาติมาเซ็นชื่อรับศพกลับบ้าน

เมื่อมาถึงบ้านญาติ จุดธูปเทียนบอกเจ้าที่เจ้าทาง ผีบ้านผีเรือน แต่เจ้าตัวกลับมีลมหายใจขึ้นอีก

ญาติจึงนำตัวไปส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านอีกครั้ง แต่แพทย์ไม่รับรักษา บอกให้นำร่างกลับบ้าน

สุดท้าย ยายลุกขึ้นฟื้นมาอย่างถาวร พักรักษาตัว จนหายแล้ว ออกกำลังกายด้วยการขุดดิน ปลูกผัก ริมหนองน้ำ ทำให้สุขภาพแข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บลดลง ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติ

เมื่อวันที่ 24 มกราคม ผู้สื่อข่าวได้พบกับ คุณยายวัลภา จันทร์พิมาย อายุ 65 ปี บ้านหนองแต้ ต.เมืองแก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์

ในช่วงที่คุณยายกำลังขุดดินทำแปลงผัก ริมหนองน้ำประจำหมู่บ้าน เพื่อปลูกผักกาดหอม กระเทียม ถั่วฟักยาว คะน้า แตงกวา พื้นผักหลายอย่าง ที่สามารถขายในท้องตลาด

เป็นการปลูกผักแบบพออยู่พอกิน พอขายในชุมชน มีรายได้พอเลี้ยงตนเอง แต่ไม่ถึงกับต้องรวย และที่สำคัญ เป็นการออกกำลังกายให้สุขภาพในยามวัยแก่เฒ่าแข็งแรงขึ้น

แม้ว่าจะผ่านช่วงวิกฤตของชีวิตมารอบหนึ่งแล้วก็ตาม

คุณยายวัลภา เล่าว่า เมื่อช่วงกลางปี 2557 ที่ผ่านมา ยายได้เดินทางไปเฝ้าไข้ของญาติที่โรงพยาบาลสุรินทร์

เพราะด้วยตัวเองมีโรคประจำตัว โรคหอบหืด กำเริบเป็นหนัก จนหมดสติไป

แพทย์โรงพยาบาลสุรินทร์ ได้ช่วยปั๊มหัวใจให้ ทำให้ซี่โครงหักไปสองซี่ ตนก็ไม่ฟื้นขึ้นมาอีก แพทย์จึงให้ญาติ มาเช็นต์ชื่อรับศพกลับบ้าน

เมื่อมาถึงบ้านญาติก็ได้จัดธูปเทียนบอกกล่าว อยู่ๆ ตนก็สามารถยกเข่าขึ้นมาได้ รู้สึกตัวขึ้น

ญาติที่กำลังเตรียมทำพิธีศพ ก็รีบนำตัวส่งมารักษาที่โรงพยาบาลท่าตูม แพทย์ก็บอกว่า ไม่น่าจะมีชีวิตได้ ก็ให้ญาตินำตนกลับมาบ้าน

เพราะแพทย์คงลงความเห็นว่า อาจเป็นการฟื้นขึ้นมาในระยะๆ สั้น แต่พอนำกลับมาถึงบ้านก็กลับฟื้นมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนกับคนป่วยทั่วไป

คุณยายเล่าถึงสุขภาพว่า ไม่แข็งแรง มือไม้สั่น อ่อนแรง ต่อมาก็ได้มาขุดดิน แบบประคองร่างกายเดินมาที่ริมคลองน้ำ มาขุดดิน ใช้ไม้หัดขุดเล็กๆ น้อยๆ จนร่างกายแข็งแรงขึ้น

ใช้จอบขุดดิน มารื้อพื้นดินเพาะปลูกผักได้และขยายพื้นที่ปลูก จากหนึ่งแปลง จนเป็นสิบแปลง ร่างกายก็แข็งแรงขึ้นตามลำดับ โรคหอบหืด โรคความดันก็หมดไป

แพทย์ไม่สั่งยาให้อีก แนะนำให้ออกกำลังกายอย่างนี้ต่อไป และไปตรวจสุขภาพเป็นปกติ

คุณยายวัลภา ยังบอกอีกว่า ช่วงที่หลับตายไปก็ไม่ได้ฝัน เห็นสวรรค์หรือนรกแต่อย่างใด แต่เป็นการนอนหลับไปตามปกติ

ฟื้นขึ้นมาก็ยังจำหน้าทุกคนได้ จำชื่อญาติพี่น้องได้ปกติ แต่สิ่งที่ได้จากการตายไปแล้วฟื้น คือ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ จนร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น

โดยสรุป  คุณยายวัลภา จันทร์พิมาย ท่านเป็นคนขี้โรคพอสมควร  เมื่อมีญาติป่วยจึงไปเฝ้าไข้ให้ญาติ  ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ 

งานนี้ปรากฏว่า คนเฝ้าไข้อาการหนักกว่า จนน็อกหมดสติไป

แพทย์ช่วยกันปั๊มหัวใจเต็มที่  ตามข่าวว่า ซี่โครงหักไปถึง 2 ซี่ ก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมา แพทย์ก็ลงความเห็นว่า ตายแล้ว

ญาติก็ต้องเอากลับบ้านอย่างคนตาย คือ ห่อเป็นศพกลับมา  มาถึงบ้านคุณยายวัลภากลับฟื้นขึ้นมา  คราวนี้ ญาติเอาไปที่โรงพยาบาลท่าตูม 

แพทย์ก็ลงความเห็นว่า “ฟื้นสั้นๆ” เท่านั้น  เดี๋ยวก็ตายอีก  ให้เอากลับมาบ้าน

แต่ในความเป็นจริง ปรากฏว่า คุณยายวัลภา จันทร์พิมายแกฟื้นขึ้นมาเต็มตัว ทำงานทำการได้อย่างดีอีกด้วย

ประการสำคัญก็คือ โรคภัยไข้เจ็บเดิมๆ หายไปหมดเสียด้วย

เรื่องนี้ คนห้องศาสนา พันธุ์ทิพย์ได้นำตั้งกระทู้ชื่อ “ตายแล้วฟื้น อีกแบบ” แต่ความคิดเห็นของคนในห้องนั้น ก็เดิมๆ ไม่ได้ให้ความรู้อะไร

หลายๆ คนมาทะเลาะกันเสียด้วย

จากข่าวดังกล่าว  ยืนยันได้ว่า

1- คุณยายวัลภา จันทร์พิมายตายจริงๆ  ถ้าแพทย์จากโรงพยาบาลลงความเห็นแบบนี้ ก็ต้องเข้าองค์ประกอบ 3 ประการนี้คือ

- คนคนนั้นต้องหยุดหายใจ
- หัวใจของคนคนนั้นต้องหยุดเต้น
- สมองของคนคนนั้นต้องหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง

ที่มา: ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ พนัส เฉลิมแสนยากร http://haamor.com/th/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2/

คุณยายวัลภา จันทร์พิมายนี่ แพทย์จาก 2 โรงพยาบาลเห็นว่าตายแน่ๆ นะครับ ตรงนี้ยืนยันว่า คุณยายวัลภา จันทร์พิมายต้องตายแน่ๆ

อย่างไรก็ดี  ตามข้อเท็จจริงนั้น คุณยายวัลภา จันทร์พิมายท่านฟื้นขึ้นมาได้  แสดงว่า องค์ประกอบการตายของแพทย์ปัจจุบัน “ไม่แน่จริง”   ยังมีข้อบกพร่องอยู่

ในทางวิชาธรรมกายนั้น  เรามีเกณฑ์ๆ เดียวเท่านั้น ที่จะดูว่าใครตายแล้วหรือไม่ คือ “หัวข้อต่อกาย” ระหว่างกายมนุษย์กับกายทิพย์

ถ้า “หัวข้อต่อกาย” ระหว่างกายมนุษย์กับกายทิพย์หลุดออกจากกัน รับรองตายแน่ๆ ไม่มีโอกาสฟื้น  แต่ถ้า “หัวข้อต่อกาย” ดังกล่าวไม่หลุดออกจากกัน มีโอกาสฟื้นได้

คุณยายวัลภา จันทร์พิมายนั้น ท่านตายจริง แต่ “หัวข้อต่อกาย” ระหว่างกายมนุษย์กับกายทิพย์ยังไม่หลุดออกจากกันจึงฟื้นขึ้นมาได้อีก

แล้วก็คงหมดเวร หมดกรรมไปด้วย เพราะ บรรดาโรคเก่าๆ มันหายไปหมดเลย 

เราสามารถพูดได้อีกอย่างหนึ่ง  ป่วยคราวนี้ โรคของคุณยายวัลภา จันทร์พิมายมันตายจริงๆ แต่คุณยายวัลภา จันทร์พิมาย ไม่ตาย






“ไมค์” ไก่ไม่มีหัว







เรื่องของคุณไมค์นี้ ขอรับรองว่าเป็นเรื่องจริง  ขอมูลก็เอามาจากเว็บ http://www.miketheheadlesschicken.org/

ลองอ่านภาษาอังกฤษดูบ้าง

The Amazing true story of this famous fowl dates back to September 10, 1945 when Mike, a young Wyandotte rooster, was about to become the dinner of Fruita, Colorado, farmer Lloyd Olsen.

With a sharp ax in hand, Mr. Olsen firmly held Mike, preparing to make the bird ready for his wife Clara's cooking pot. Mr. Olsen swung the implement, thereby lopping off poor Mike's head. Mike shook off the event, then continued trying to peck for food.

Mike's will to live remains an inspiration. It is a great comfort to know you can live a normal life, even after you have lost your mind.

Mike has also inspired an annual festival the third weekend of May. Thousands of people flock to downtown Fruita for music, contests, food and family fun.

สำหรับผู้ที่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงก็อ่านตรงนี้ได้เลย

คุณ Olsen  แกจะฆ่าไก่ไปทำอาหารเย็น แกก็เอาขวานของแกสับคอคุณไมค์  ปรากฏว่า ถึงแม้หัวของคุณไมค์ขาดออกจากตัวไปแล้ว  คุณไมค์แกก็ยังดื้อด้านไม่ยอมตาย

คุณไมค์แกดิ้นรนหนีจากความตายไปได้

คุณ Olsen  ไปเจอคุณไมค์ในตอนเช้าของอีกวันหนึ่ง  ท่านเล่าว่า คุณไมค์กำลังพยายามจะหาอาหารกิน 

คุณ Olsen คงจะหายหิวไปแล้ว หรือจะไปกินไก่ตัวอื่นก็ไม่รู้ เนื่องจากเรื่องไม่ได้บรรยายไว้ ก็เกิดความสงสาร ก็หาทางป้อนอาหารให้

ปรากฏว่า คุณไมค์ท่านมีอายุยืนยาวมาอีก 18 เดือน 

การที่คุณไมค์หัวหายไปแล้ว แต่ยังไม่ตายนี้ คุณ Olsen พาไปที่มหาวิทยาลัยด้วย จึงทำให้คุณไมค์มีชื่อเสียงขึ้นมา

ก็มีการพาคุณไมค์ไปโชว์ตัวตามเมืองต่างๆ ของสหรัฐ  ทำรายได้ให้คุณ Olsen เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว

บางท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมเอาเรื่อง คุณไมค์ ไก่ไม่มีหัวมาเขียนด้วย

ผมเอาเรื่องนี้มาเผยแพร่เพื่อต้องการยืนยันว่า “ใจ” ของเรา ไม่ได้อยู่ที่สมอง  ถ้าใจของเราอยู่กับสมอง  คุณไมค์แกต้องตายไปแล้ว เพราะ กายกับใจมันแยกกันไม่ได้

เรื่องของคุณไมค์นี้  โด่งดังมาก ในทุกปีก็จะมีงานฉลองให้ท่าน ดังนี้

Now, Mike's spirit is celebrated every year at the Mike the Headless Chicken Festival the third weekend in May.

เรื่องคุณไมค์ ไก่ไม่มีหัวนี้ มีเผยแพร่ทาง youtube ด้วย รู้สึกว่ามีการสัมภาษณ์หลานของ คุณ Olsen ด้วย 

ใครสนใจมากๆ ภาษาอังกฤษแข็งแรงดี ก็ไปดูได้






เดจาวู เดฌา-วูว์


คำว่า “เดจาวู” วิกิพิเดีย สารานุกรมเสรีให้ความหมายไว้ว่า

เดฌา-วูว์ (ฝรั่งเศส: déjà-vu, แปลตรงตัวว่า "เคยเห็นแล้ว") เป็นคำที่เอมีล บัวรัก (Emile Boirac) ใช้ในหนังสือ ลาเวอนีร์ เดซี ย็องส์ ฟีซิกส์ (L'Avenir des sciences psychiques) เป็นคนแรก

หมายความถึง อาการที่รู้สึกว่า เหตุการณ์ที่เพิ่งพบเจอนั้นคลับคล้ายคลับคลาว่า เคยพบเจอมาแล้ว เป็นประสบการณ์ทางจิต เกิดได้กับทุกคนและทุกเวลา ไม่ว่าหลับหรือตื่น

จะเห็นว่า “เดจาวู” นั้น เป็นปรากฏการณ์ในทางวิทยาศาสตร์ เป็นปรากฏการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน  แต่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ว่า ที่มาที่ไปของเดจาวูนั้นมาอย่างไป

ตัวผมเองก็เกิดเหตุการณ์เดจาวูบ่อยมาก ตั้งแต่เป็นเด็กมาแล้ว  จึงเข้าใจปรากฏการณ์นี้ ได้เป็นอย่างดี และสงสัยมาโดยตลอดว่า “มันเกิดขึ้นได้อย่างไร”

ตอนนี้ ผมรู้ที่มาที่ไปของเหตุการณ์นี้แล้ว ด้วยวิชาธรรมกาย  แต่ขอยกข้อเขียนของแหล่งอื่นๆ ขึ้นก่อน เพื่อดูว่า นักเขียนท่านอื่นๆ มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเดจาวูอย่างไรบ้าง

บทความเรื่อง “เดจาวู ความรู้สึกพิศวง ปรากฏการณ์ทางจิตที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้” เขียนไว้ดังนี้



Dejavu มาจากคำว่า déjà vu  ซึ่งเป็นคำภาษาฝรั่งเศส ถ้าแปลตามตัวก็จะแปลว่า เคยเห็น/เคยรู้สึกมาแล้ว

เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ทางจิตและความรู้สึกของมนุษย์ ที่คนๆ นึง เมื่อมาอยู่ในสถานหรืออยู่ในเหตุการณ์นึงเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่กลับรู้สึกคุ้นกับเหตุการณ์นี้มาก คล้ายกับว่ามันเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือความฝัน!!

ความรู้สึกนี้จะแตกต่างจากลางสังหรณ์ อยู่นิดหน่อย พูดง่ายๆ ก็คือ ลางสังหรณ์เราจะรู้ว่ามันจะเกิดขึ้น (มีทั้งลางดีและไม่ดี) ซึ่งถ้าเป็นลางไม่ดี เราก็จะหาทางแก้ไขได้

เช่น ฝันว่าเพื่อนกำลังข้ามถนนเข้าโรงเรียน จู่ๆ ก็มีรถสีขาวขับมาด้วยความเร็วสูงขับชน พอมาเจอสถานการณ์จริงๆ เหมือนในฝัน เราเห็นรถสีขาวขับมาอย่างเร็ว เราจะคุ้นมันมาก

เราก็จะห้ามเพื่อนได้ว่าอย่าเพิ่งข้าม เพราะเรารู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นจึงเตือน เพื่อนก็จะรอดจากรถชน

ส่วนเดจาวูเราจะตรงกันข้ามตรงที่ เราอยู่ในเหตุการณ์หนึ่ง แต่เรากลับสะดุ้งโหยง เพราะรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบ ทั้งคน สถานที่ สิ่งของ เหมือนกันหมด

ซึ่งบางครั้งก็สามารถคาดเดาอนาคตต่อไปได้ด้วย แต่ความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นแป๊บเดียว ประมาณ 5-10 วินาที แล้วก็หายไปให้เรางงเล่นๆ ซึ่งจากการสำรวจจากต่างประเทศ พบว่าจะเกิดขึ้นในช่วงอายุ 15 - 25 ปี

ซึ่งจุดสำคัญของเดจาวู ก็คือ เรื่องที่เรารู้สึกว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้วนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน แต่กลับมีรายละเอียดที่ไม่น่าเชื่อมาเชื่อมโยงกัน

เช่น จำได้ว่าเหตุการณ์มีใคร กำลังทำอะไรอยู่บ้าง อยู่ตรงไหน ซึ่งจำได้แม้กระทั่งคำพูดหรือการแสดงออกของคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น เช่น กำลังนั่งกินข้าวกับเพื่อนที่ห้างหลังเรียนพิเศษและกำลังวิจารณ์อาหารร้านนั้นอย่างเมามันส์ว่า ร้านนี้อาหารไม่อร่อยเลย

จังหวะนั้นอยู่ดีๆ ก็มีความรู้สึกว่า เอ๊ะ! เหตุการณ์นี้คุ้นๆ แฮะ เหมือนเราเคยมานั่งร้านนี้ กับเพื่อนกลุ่มนี้ มากินที่ห้างนี้ ตอนหลังเลิกเรียนและกำลังพูดวิจารณ์รสชาติอาหารนี้อยู่ด้วย

โอ้ว..อัศจรรย์มากๆ แต่มันน่าอัศจรรย์กว่านั้นตรงที่ว่าเราเคยมากินร้านนี้ครั้งแรก!!

ดร. เวอร์นอน เอ็ม เนปเป (Dr. Vernon M. Neppe) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเดจาวู ได้แบ่งประสบการณ์เดจาวูออกเป็นถึง 21 แบบ ตัวอย่างเช่น

déjà senti (already felt) = เคยรู้สึกเช่นนี้มาแล้ว
déjà entendu (already heard) = เคยได้ยินมาแล้ว
déjà eprouvè (already experienced) = เคยมีประสบการณ์มาแล้ว
déjà rencontrè (already met) = เคยเจอคนนี้มาแล้ว)

โดยความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถูกมองว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำงานของสมองและระบบประสาท ทางการแพทย์เรียกว่า การไหลของคลื่นกระแสไฟฟ้าในสมองเกิดการผิดปกติ

โดยปกติ เมื่อสมองรับภาพมาจากประสาทตา ก็จะนำมาแปลผล ทำให้รู้ว่าภาพหรือเหตุการณ์ที่เราเห็น มันคืออะไร โดยข้อมูลจากประสาทตาซ้ายจะเข้าสมองซีกขวา ประสาทตาขวาเข้าสมองซีกซ้าย เรียกว่าทั้งสมองทั้งสองต้องทำงานร่วมกันอย่างสามัคคี

แต่ถ้าสมองข้างนึงเกิดส่งข้อมูลมาช้าไปนิดเดียว ก็จะแปลความหมายของภาพนั้นว่า เป็นภาพจากความจำ จึงรูสึกว่าเคยเจอเหตุการณ์นี้มาก่อน แต่จำเวลาไมได้ว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่

แต่ความจริงแล้วเป็นแค่ความคิดที่คิดไปเองว่าเคยเกิดขึ้น แต่จริงๆ แล้วไม่เคยเกิดขึ้นมานั่นเอง

จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายเหตุการณ์ Dejavu ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เช่น เกิดจากระบบความจำส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดึงข้อมูลออกมาใช้ไม่ทำงาน แต่ส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับความคุ้นเคยทำงานผิดปกติ

แต่ความคิดนี้ก็ถูกแย้งแล้วมองว่า ระบบทั้งสองน่าจะทำงานไม่พร้อมกันมากกว่า หรือแม้แต่ซิกมันด์ ฟรอยด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ยังโยงไปถึงจิตวิทยาได้ว่า เกิดจากการนึกถึงภาพหรือเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงที่เราขาดสติ

ทำให้รายละเอียดของภาพจึงไม่ชัด แต่ว่าเราจะมีความรู้สึกคุ้นเคยออกมา กลายเป็นเดจาวูนั่นเอง

สำหรับในทางวิชาธรรมกายแล้ว มีหลักการอธิบายดังนี้

กายของมนุษย์มีกายหลักๆ 18 กาย  ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็คือ กายมนุษย์หยาบหรือกายเนื้อของเรา กับกายมนุษย์ละเอียดหรือกายฝันของเรา

กายแต่ละกายของเรานั้น มีขันธ์ 5 เป็นของตัวเองทั้งหมด  ดังนั้น กายทั้ง 18 กายของเรา สามารถ “คุย” กันได้ ปรึกษากันได้

แต่ละกายจะมีความสามารถแตกต่างกัน  กายที่เป็นกายโลกีย์ จะมีหน้าตาเหมือนกัน แตกต่างกันที่เครื่องแต่งกาย  

สำหรับกายธรรมของทุกคนจะเหมือนกัน คือ เหมือนกันทั้งโลกเลย  แต่จะแตกต่างกันที่ขนาดกับความใสสว่างของกาย

ถ้ามีคำถามว่า เมื่อเห็นกายธรรม แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เป็นกายธรรมของใคร 

คำตอบก็คือ ให้ดูกายโลกีย์ของเขา ก็จะรู้ว่าเป็นใคร

กลับมาเข้าเรื่อง “เดจาวู” กายฝันของเรานั้น  เขาก็ทำหน้าที่ของเขาไป ไปเที่ยว ไปทำอะไรต่อมิอะไร

บางที เมื่อกายฝันไปไหน กายมนุษย์หยาบก็รู้ด้วย คือ ฝันไป   ดังนั้น เหตุการณ์ตรงนี้กายเนื้อก็รู้ กายฝันก็รู้

แต่บางทีกายฝันไป แต่กายเนื้อไม่รู้  เมื่อกายมนุษย์ไปพบเหตุการณ์นั้นเข้าอีกครั้งหนึ่ง จึงเกิดปรากฎการณ์ “เดจาวู” ขึ้น

กายฝันของเรานั้น สามารถรู้อดีต รู้อนาคตได้ ดังนั้น ปรากฏการณ์ “เดจาวู” จึงอาจจะเกี่ยวข้องไปในอนาคตได้